ในวันที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนๆ แบบนี้ ยังมีอีกหลายประเทศทั่วโลกต้องรับศึกหนักที่ไม่ต่างกัน ทั้งหิมะถล่ม ฝนตกหนัก และน้ำท่วม ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก และนี่คือบทพิสูจน์ว่าสภาพบรรยากาศของโลกทุกวันนี้ตกอยู่ในภาวะเปลี่ยนแปลง ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเข้าใจธรรมชาติ เรียนรู้เกี่ยวกับบรรยากาศและปรับตัวเพื่อสู้กับภาวะเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

image011

             สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยสาขาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ จึงจัด“ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศช่วงชั้นที่ 4” เพื่อให้ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเนื้อหาวิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ทั้งในภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ จนสามารถนำไปถ่ายทอดให้กับผู้เรียนได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหนึ่งในหลักสูตรของการอบรมครั้งนี้ คือ หลักสูตร “บรรยากาศ”              ดร.สงกรานต์ อักษร รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมอุตุนิยมวิทยา และวิทยากรผู้ให้การอบรม กล่าวว่า การเผยแพร่ความรู้เรื่องบรรยากาศในระดับต่างๆ นั้นเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในระดับนักเรียน ซึ่งอยู่ในวัยที่สามารถรับรู้ นำไปคิดพัฒนาต่อยอดหรือนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้               การจัดอบรมในครั้งนี้ ครูจะได้ทราบถึงลักษณะสำคัญของการเกิดปรากฎการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ทราบวิธีการสังเกต เฝ้าระวัง พร้อมทั้งเตรียมการป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นจากพายุและมรสุมต่างๆ และใช้ประโยชน์จากลักษณะอากาศของฤดูกาล ทั้งการเพาะปลูก ทิศทางในการก่อสร้างบ้านเรือน และลักษณะบ้านเรือนที่เราจะก่อสร้าง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆ จาก สสวท. อีกด้วย หวังว่าครูที่เข้าร่วมอบรมจะสามารถนำความรู้ที่ได้รับนำไปประยุกต์ใช้หรือนำไปเผยแพร่สู่นักเรียนต่อไปได้

ภาพกิจกรรม 3

ตามหาพายุและมรสุม...บนแผนที่โลก              กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “การเกิดพายุและมรสุม” เป็นกิจกรรมที่ให้ครูได้ใช้ความรู้เดิมอภิปรายร่วมกัน เพื่อค้นหาประเภทของพายุและมรสุมที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและบริเวณต่างๆ รอบโลก โดยให้วาดภาพระบุบริเวณการเกิดพายุและมรสุมบนแผนที่โลก นอกจากนี้ยังมีชุดข้อมูลการเคลื่อนตัวของพายุหมุนเขตร้อนเข้าสู่ประเทศไทยในรอบ 60 ปี ให้ครูวิเคราะห์ และอภิปรายแนวโน้มการเกิดและการเคลื่อนตัวของพายุหมุนเขตร้อนตามช่วงเวลาต่างๆ กันในรอบปี รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศ เรียนรู้....ดูการเกิดเมฆ              อีกหนึ่งกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “เมฆและการเกิดเมฆ” เป็นกิจกรรมที่ให้ครูได้ทดลองด้วยตนเอง แล้วสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภาชนะที่มีอุณหภูมิและความกดอากาศที่แตกต่างกัน เพื่ออธิบายเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเมฆและปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดเมฆ              “กิจกรรมการทดลองที่นำมานี้ บางอย่างเป็นกิจกรรมที่เราได้พัฒนาปรับปรุงขึ้นมาใหม่ ซึ่งครูอาจจะยังไม่เคยทดลองทำมาก่อน ดังนั้นเราจึงเน้นให้ใช้อุปกรณ์ง่ายๆ เช่น แก้วน้ำ น้ำร้อน น้ำเย็น ควันธูป กระจกนาฬิกา น้ำแข็ง ขวดน้ำพลาสติก เหล่านี้เป็นอุปกรณ์ที่สามารถทำให้เห็นการเกิดเมฆเทียบเคียงกับของจริงได้” ดร.นันทวัน นันทวนิช นักวิชาการ สสวท. กล่าว              ครูหทัยชนก ง๊ะสมน จากโรงเรียนสตูลวิทยา จ.สตูล บอกว่า รู้สึกตื่นเต้นมากๆ ที่ได้มาร่วมอบรมในครั้งนี้ โดยองค์ความรู้ที่ได้รับเป็นการช่วยเติมเต็มตัวเราให้รอบรู้มากขึ้น มีความรู้ในเชิงลึกมากขึ้น และมองภาพในมุมกว้างมากขึ้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะนำไปถ่ายทอดให้กับนักเรียนต่อไป              ครูโสภาพร ทะโพนชัย จากโรงเรียนเชียงคาน จ.เลย บอกว่า การอบรมในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มพูนเนื้อหาที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน และอธิบายสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะศัพท์เฉพาะที่เรายังไม่ค่อยเข้าใจให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ส่วนกิจกรรมนั้นดีมากๆ เพราะสามารถนำอุปกรณ์ในท้องถิ่นมาใช้สร้างสื่อการสอนได้ อีกทั้งยังทำให้เด็กได้ฝึกความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบสื่อต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว              ครูสมพร ตันอรุณ จากโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ บอกว่า จากการที่เป็นครูสอนวิชาฟิสิกส์มาก่อน จึงทำให้ไม่ค่อยรู้เรื่องบรรยากาศมากนัก แต่เมื่อเข้าอบรมในครั้งนี้ ทำให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญมีข้อมูลการค้นคว้าเพิ่มเติมในการต่อยอดความรู้หลังจากที่อบรมเสร็จสิ้นแล้ว สำหรับกิจกรรมมีความน่าสนใจ สามารถชักชวนให้เด็กสนใจที่จะเรียนรู้ได้มากขึ้น 

ภาพกิจกรรม 2

             แม้เราไม่อาจหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติของลมฟ้าอากาศที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่เราสามารถเตรียมตัวให้อยู่ได้ภายใต้สถานการณ์ ด้วยการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในหลากมิติและหลายแง่มุม มีความรู้ความเข้าใจในทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น ท้ายที่สุดเราก็จะมีขีดความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม โดย ปิยะ  ศรัทธาทิพย์ www.pttplc.com


           วันนี้ไมโครซอฟท์พัฒนา Windows 8 ระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุด ทำให้ทุกอย่างแตกต่างจาก Windows 7 ที่เราคุ้นเคยไปมาก หลายคนงุนงงในการใช้งานกับหน้าตาใหม่ของ Windows 8 และไม่แน่ใจว่า Windows 8 สามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมที่ใช้งานอยู่เดิมกับ Windows 7 ได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ ดังนั้นเรามารู้จักความต่างของ Windows 2 รุ่นนี้กัน และดูว่าเหมาะกับคุณหรือไม่?

5amazingthingsaboutWindows8_thumb

           ไมโครซอฟท์ได้พัฒนา Windows 8 โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้งานในรูปแบบสัมผัส จนแทบไม่เหลือเค้าโครงหน้าตา Windows แบบเดิมๆ และได้ออกแบบหน้าจอขึ้นมาใหม่แทน Desktop เดิม โดยเรียกชื่อว่า Metro (แต่ยังคงให้ผู้ใช้เลือกใช้งานในแบบ Desktopได้ หรือสามารถสลับการใช้งานระหว่างโหมด Metro กับ Desktop ได้ตามต้องการ) และเนื่องจาก Metro ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับระบบหน้าจอแบบสัมผัสไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้งานกับเมาส์ (ยังคงใช้เมาส์ได้ แต่ไม่สะดวกเท่ากับการสัมผัสที่หน้าจอ) จุดนี้เองที่ทำให้ผู้ที่ใช้ที่คุ้นเคยกับการใช้เมาส์คลิกสั่งงานและหน้าตา Desktop เดิมสับสนเมื่อเปลี่ยนมาใช้ Windows 8 ครั้งแรก จนต้องใช้เวลาปรับตัวเพื่อเรียนรู้การใช้งานกันพักใหญ่ทำให้หลายคนหงุดหงิดเพราะใช้เมาส์ทำงานไม่ได้ดั่งใจเหมือนเดิม

           ดังนั้น Windows 8 จึงเหมาะกับอุปกรณ์ที่เป็นหน้าจอสัมผัสมากกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊กแบบเก่า ไมโครซอฟท์ต้องการให้ Windows 8 ทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ ที่เป็นระบบหน้าจอแบบสัมผัส สังเกตได้ชัดว่าในโน้ตบุ๊กรุ่นที่ติดตั้ง Windows 8 มาให้ล้วนเป็นหน้าจอแบบสัมผัสทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเหมาะกับแท็บเล็ตและโทรศัพท์มือถืออีกด้วย ดังนั้นถ้าคุณมีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊กที่ไม่ใช่หน้าจอสัมผัสและยังคงให้งานได้ดีกับ Windows 7 คุณไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่ต้องเปลี่ยนมาใช้ Windows 8 แต่ถ้าคุณกำลังมองหาเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ก็ควรเลือกรุ่นหน้าจอสัมผัสที่มาพร้อมกับ Windows 8 ที่มีความเร็วความเสถียร ระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงยังเด่นเรื่องการประหยัดพลังงานมากกว่า Windows 7 โปรแกรมและไดร์ฟเวอร์อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้กับ Windows 7 ในปัจจุบันล้วนใช้งานร่วมกับ Windows 8 ได้เป็นอย่างดี เรื่องความไม่เข้ากันของโปรแกรมจึงหมดกังวลได้เลย

13656647551365664787l

           Windows 8 เป็นระบบปฏิบัติการล่าสุด รองรับอุปกรณ์ได้หลากหลายรูปแบบสวยงามน่าใช้ และน่าสนใจที่สุดตั้งแต่ไมโครซอฟท์พัฒนาระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์มาเพียงแต่คุณยอมเปิดใจและเสียเวลาเรียนรู้ใหม่อีกสักครั้ง แล้วคุณจะมีความสุขกับการใช้งาน Windows 8 และคาดกันว่าในอีกไม่นานจะมี Windows 9 ตามออกมาในเวลาอันรวดเร็ว

“ออกจากกรงที่ขังตัวเอง”

posted on 14 Aug 2015 23:55 by kimballlegates

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม โดย พระพิศาลวิสาโล www.pttplc.com 


Untit-1

 

          จะว่าไปแล้ว...

          ปัญหาของคนในยุคนี้ก็คือ “มีข่าวสารข้อมูลมากเกินไป” จนไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไรดี ทุกวันนี้ข่าวสารข้อมูลมาจากทุกทิศทุกทาง แค่จากโทรทัศน์ซึ่งมีอยู่นับร้อยช่องก็เกินพอแล้ว นอกจากนั้นยังมีหนังสือพิมพ์และนิตยสาร มีเว็บไซต์นับสิบที่อยากอ่าน อีเมล์มากมายที่ต้องตอบ Twitter Facebook  หลายเพจที่ต้องเปิด YouTube นับสิบคลิปที่ชวนดูโทรศัพท์ที่มาในรูปของเสียง SMS อีกด้วย ที่ว่านี้เฉพาะข่าวสารข้อมูลที่เราอยากรับรู้ ยังมีอีกมากที่เราไม่สนใจแต่ก็โผล่มาให้เห็นตามป้ายโฆษณานับร้อยๆ ในแต่ละวัน แล้วข้อมูลที่ต้องอ่านต้องเจอระหว่างการทำงานอีกล่ะ...ไม่ผิดหากจะพูดว่าคนทุกวันนี้กำลังถูกข้อมูลท่วมทับ

          ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้คนนับวันจะอยู่ในโลกแห่งข่าวสารข้อมูลที่ตนเลือกเฟ้นขึ้นเองและเหินห่างจากความเป็นจริงมากขึ้น เพราะมองเห็นและยึดติดอยู่แต่ความจริงด้านเดียว ผลเสียที่ตามมาคือ “เกิดช่องว่างทางความคิดกับคนอื่นๆมากขึ้น” เหมือนกับคนตาบอดที่คลำช้างคนละส่วน แล้วหลงคิดว่าแต่ละส่วนนั้นเป็นความจริงทั้งหมด ผลที่เกิดขึ้นก็คือการทะเลาะเบาะแว้ง เพราะต่างยึดมั่นใน “ความจริงของตน” จนถึงกับเห็นซึ่งกันและกันเป็นศัตรู ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งในปัจจุบันส่วนหนึ่งเป็นเพราะการยึดติดถือมั่นกับความเชื่อของตน โดยไม่สนใจรับฟังความเห็นที่ต่างจากตนเลย ในแง่นี้จึงไม่ต่างกับ “การสร้างกรงขังทางด้านสติปัญญา” ให้แก่ตนเองโดยไม่รู้ตัว

          วิธีหนึ่งที่จะช่วยทลายกรงขังดังกล่าวก็คือ การพยายาม  “เปิดใจรับรู้ข่าวสารข้อมูลและความเห็นที่หลากหลาย” ด้วยการเข้าหาแหล่งข้อมูลที่มีจุดยืนหรือความเห็นไม่ตรงกับตนเองบ้าง ไม่ใช้เพื่อรู้ว่าเขาคิดอะไรเท่านั้น แต่เพื่อรับฟัง ไตร่ตรอง และเทียบเคียงกับข้อมูลที่ตนมี ในเวลาเดียวกันก็ควรขยายแวดวงผู้ที่ตนติดต่อสื่อสารให้กว้างขวางขึ้น รวมไปถึงคนที่คิดต่างจากเราด้วย เพื่อตรวจทานความเห็นของตน

          ในเรื่องนี้พระพุทธองค์ได้ให้หลักข้อหนึ่งคือ “สัจจานุรักษ์หรือการคุ้มครองความจริง” หมายถึงการที่บุคคลมีความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง แม้คิดตรองด้วยเหตุผลอย่างดีแล้ว ก็ไม่ลงความเห็นเด็ดขาดหรือ “ฟันธง” ว่า ความเชื่อของตนเท่านั้นเป็นจริงหรือถูกต้อง ในขณะที่ของคนอื่นนั้นเหลวไหล ไม่ถูกต้อง หากจะกล่าวก็กล่าวเพียงว่า “ฉันมีความเชื่ออย่างนี้ๆไม่ก้าวล่วงไปสู่การตัดสินหรือปรามาสความเชื่อของคนอื่น”

Diverse Group Of Colorful Business People Seated At A Round Conf

          ดังนั้น หากเรา “ไม่มีสติรู้เท่าทัน” ความยึดติดถือมั่นในความคิดเชื่อของตนเราก็จะ “ติดอยู่ในกรงขัง” อย่างไม่รู้ตัว ซึ่งแม้จะทำให้เราสบายใจเพราะหลงเพลินในความถูกต้องของตน แต่แท้จริง “ใจหาได้เป็นอิสระไม่” ต่อเมื่อเราตระหนักถึงข้อจำกัดของความคิดเชื่อของตน และกล้าเปิดใจรับข่าวสารข้อมูลที่แม้จะไม่ถูกใจเรา เราก็จะสามารถเป็น “นายเหนือความคิดความเชื่อ” ของตนได้ แทนที่จะปล่อยให้มันครอบงำเราเราก็ปรับปรุงแปรเปลี่ยนให้มันสอดคล้องกับความจริง หรือใช้มันเป็นพาหะพาเราเข้าถึงความจริง ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเราจึงจะเป็น “อิสระจากกรงขัง” ได้ หากปราศจากอิสภาพดังกล่าวแล้วไซร้ ข้อมูลข่าวสารที่ได้มากมาย...ก็หาเป็นประโยชน์ไม่