ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร สื่อพลัง http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx


092748               ในทุกวันนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเกือบร้อยละ 90 ในภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และการผลิตพลังงาน มิหนำซ้ำยังต้องนำเข้าน้ำมันแลละก๊าซจากต่างประเทศในปริมาณสูง ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงทางด้านพลังงานจำเป็นต้องหาพลังงานทดแทนในรูปแบบอื่นเพิ่มมากขึ้นในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาที่เสมือนระเบิดเวลารอวันระเบิด คือ ปัญหาขยะ ไม่ว่าจะมาจากบ้านเรือนหรืออุตสาหกรรม ปีหนึ่งมากกว่า 40 ล้านตัน ขยะกว่าครึ่งหนึ่งไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกต้อง ใช้เพียงวิธีกองทิ้งไว้หรือลักลอบทิ้งตามสถานที่ต่างๆ สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา

                ในความเป็นจริงแล้ว ขยะกว่าร้อยละ 70 สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ หรือนำไปใช้เป็นพลังงานได้ นอกจากจะแก้ปัญหาขยะล้นเมืองแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาวิกฤติทางพลังงานอีกด้วย ด้วยเหตุนี้กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้จัดสัมมนาเรื่อง “พลังงานขยะ (Waste to Energy) ก้าวต่อไปของพลังงานทดแทนไทย: จากขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรมที่คุ้มค่าทั้งสิ่งแวดล้อมและพลังงาน” เมื่อวันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน 2556 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

                นายพิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงประเด็น “ทิศทางและนโยบายการจัดการขยะด้วยการแปลงเป็นพลังงาน” ว่า ย้อนหลังประมาณ 4 – 5 ปี กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายว่าจะผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานขยะได้ถึง 400 เมกกะวัตต์ต่อปี แท้ที่จริงแล้วขยะชุมชนกว่า 15 ล้านตันต่อปี และขยะอุตสาหกรรมกว่า 24 ล้านตันต่อปีมีศักยภาพสามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้ถึง 400 เมกกะวัตต์ต่อปี เชื้อเพลิงจากขยะนั้นปล่อยสารพิษเจือปนในอากาศต่ำกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ ทางเลือกสำหรับชุมชนที่มีปริมาณขยะน้อย 30 – 70 ตันต่อวัน แนะนำให้จัดตั้งศูนย์ขยะและรวมขยะจากที่ต่างๆมาผลิตกระแสไฟฟ้า ส่วนชุมชนที่มีขยะ 300 ตันต่อวันพร้อมบ่อฝังกลบ สามารถที่จะสร้างโรงไฟฟ้าผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในที่เดียวกัน

                ส่วนปัญหาก่อนหน้านี้ โครงการขยะใหญ่ๆ ที่ร่วมลงทุนกับเอกชนที่มีมูลค่าเกินพันล้านบาท อย่างเช่น กรุงเทพฯ จะติดปัญหาพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ต้องใช้เวลาถึง 3 – 4 ปีผ่านกฎเกณฑ์ต่างๆ จึงจะสามารถดำเนินกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 ที่ได้ประกาศใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว ในส่วนกิจการร่วมทุนกับเอกชนเกินพันล้านบาท จะมีคณะกรรมการต่างๆ มาจัดการให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน หรือ 90 วัน ทำให้การดำเนินการต่างๆ คล่องตัวมากขึ้น โอกาสการตั้งโรงไฟฟ้าของเทศบาลต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

Waste-to-Energy-page

                MR. Jori Kaalesmaa, Area Manager, Asia Pacific แห่งบริษัท BMH Technology OY ประเทศฟินแลนด์ ได้กล่าวถึง “เทคโนโลยีการจัดการขยะที่ใช้ได้ผลในประเทศไทย” ว่า เนื่องจากขยะในเมืองไทยมีปริมาณมหาศาล สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 40 ล้านเมกกะวัตต์ต่อชั่วโมงต่อปี นอกจากนี้การเมืองยังสนับสนุนให้เกิดโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ดึงดูดให้นักลงทุนมาลงทุนมากขึ้น เทคโนโลยีแม้จะดีเพียงใด แต่วิธีการที่เข้ามาจัดการขยะนั้นมีหลากหลาย ซึ่งต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและปริมาณและคุณภาพของขยะในประเทศไทย

                Mr. Jori ได้กล่าวว่า ขยะชุมชนเมืองไทยมีคุณภาพไม่ดี เนื่องจากเป็นขยะที่มีความชื้นสูง ให้ความร้อนน้อย การเลือกเทคโนโลยีที่ใช้ต้องเหมาะสม ที่ผ่านมายังพบว่า ทางเทศบาลมักจะหวงขยะ ไม่ให้นักลงทุนเข้ามาทำ คิดว่าจะทำรายได้มหาศาลจากขยะ แต่ที่จริงควรหันมาสนใจว่า เราจะแก้ไขปัญหาขยะอย่างไร มากกว่าที่จะคิดว่าเราจะได้อะไรจากขยะ และอีกปัญหาที่พบคือ เทศบาลแต่ละแห่งมักจะถือครองขยะ 100 - 200 ตัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงลำพัง จึงควรจะร่วมมือกับเทศบาลอื่นเพื่อให้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเกิดขึ้นได้และบริหารไปได้ด้วยดี

                นอกจากนั้นนายพรเทพ สาธร รองกรรมการผู้จัดการบริษัท วิคเตอร์ โพรเซส จำกัด ได้กล่าวถึงประเด็น “การจัดการขยะชุมชน 50 – 100 ตัน ด้วยการคัดแยกและใช้ประโยชน์” ว่า ในการเตรียมตัวเพื่อเป็นผู้ประกอบการจัดการขยะชุมชนขนาดย่อมนั้น อย่างแรกคือต้องศึกษาวัฒนธรรมของชุมชนให้ดีเสียก่อน ชาวบ้านยินดีที่จะให้เข้าไปจัดการแก้ไขปัญหาขยะหรือไม่ ที่ดินฝังกลบขยะนั้นเป็นของใครจะต้องเช่าหรือทำสัญญากับใคร และการตั้งโรงงานควรต้องห่างชุมชนมากกว่า 1,500 เมตร มีต้นไม้ช่วยบังลมพัดพากลิ่นและเชื้อโรค ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณขยะ ขยะปริมาณมากต้องนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ ส่วนขยะที่มีปริมาณน้อยอาจใช้เทคโนโลยีท้องถิ่นที่มีการดัดแปลงให้เหมาะสม บุคลากรต้องพร้อมต่องานหนักอดทน ที่สำคัญผู้ประกอบการอยู่ร่วมกันของคนและสิ่งแวดล้อม

                นายพรเทพสรุปได้ว่า ในการจัดการขยะขนาดย่อมควรใช้ระบบจัดการที่ไม่ซับซ้อน โดยแยกประเภทของขยะก่อนให้ชัดเจน ขยะแต่ละประเภทสามารถทำเงินในตัวเอง ยังไม่ต้องถามความคุ้มค่าจะเกิดขึ้นในปีใด แต่ให้คิดว่า เราจัดการกับขยะสำเร็จไหม และต้องคำนึงถึงมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย หลังจากจัดการขยะเก่าหมดแล้ว จะต้องไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นรบกวนและเชื้อโรค การกำจัดกลิ่นจะใช้วิธีฉีดพ่น EM จุลินทรีย์บริเวณขยะเก่าช่วยลดกลิ่นเหม็น น้ำชะขยะหรือน้ำล้างต่างๆ ควรรวบรวมใส่บ่อหมักปุ๋ย ซึ่งเป็นบ่อปิดช่วยลดกลิ่น และมีการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ

images (2)                ในขณะที่นางสาวทักษ์สุตา ถิ่นสันติสุข กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีโรเวซท์ จำกัด ได้กล่าวถึงประเด็น “ประสบการณ์และความสำเร็จในการจัดการขยะชุมชน” ว่า ขณะนี้ที่สระบุรี กลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ทีพีโพลีนได้ก่อตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ RDF: Refuse Derived Fuel กำลังการผลิต 1 ล้านตันต่อปี ศักยภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 60 เมกกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนกว่า 8 พันล้านบาท โดยเปิดรับขยะมาตั้งแต่ พ.ศ. 2551 และที่จังหวัดสระบุรีเช่นกัน กลุ่มบริษัทเอสซีจี ได้สร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงทดแทนจากขยะชุมชน (MSW) และบ่อฝังกลบ (Landfill) กำลังการผลิต 3 แสนตันต่อปี ศักยภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 10 เมกกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1,300 ล้านบาท

                จากพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 เปิดโอกาสให้กรุงเทพมหานครและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการพัฒนาพลังงานขยะ กรุงเทพมหานครมีศักยภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าถึง 200 เมกกะวัตต์ จากปริมาณขยะกว่า 1,000 ตันต่อวัน และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีศักยภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 1 – 10 เมกกะวัตต์ ทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 100 – 150 เมกกะวัตต์ หากดำเนินการสำเร็จจะตอบโจทย์การสร้างความมั่นคงทางพลังงานได้เป็นอย่างดี

Comment

Comment:

Tweet