“ออกจากกรงที่ขังตัวเอง”

posted on 31 May 2015 00:31 by kimballlegates

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม โดย พระพิศาลวิสาโล www.pttplc.com 


Untit-1

 

          จะว่าไปแล้ว...

          ปัญหาของคนในยุคนี้ก็คือ “มีข่าวสารข้อมูลมากเกินไป” จนไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไรดี ทุกวันนี้ข่าวสารข้อมูลมาจากทุกทิศทุกทาง แค่จากโทรทัศน์ซึ่งมีอยู่นับร้อยช่องก็เกินพอแล้ว นอกจากนั้นยังมีหนังสือพิมพ์และนิตยสาร มีเว็บไซต์นับสิบที่อยากอ่าน อีเมล์มากมายที่ต้องตอบ Twitter Facebook  หลายเพจที่ต้องเปิด YouTube นับสิบคลิปที่ชวนดูโทรศัพท์ที่มาในรูปของเสียง SMS อีกด้วย ที่ว่านี้เฉพาะข่าวสารข้อมูลที่เราอยากรับรู้ ยังมีอีกมากที่เราไม่สนใจแต่ก็โผล่มาให้เห็นตามป้ายโฆษณานับร้อยๆ ในแต่ละวัน แล้วข้อมูลที่ต้องอ่านต้องเจอระหว่างการทำงานอีกล่ะ...ไม่ผิดหากจะพูดว่าคนทุกวันนี้กำลังถูกข้อมูลท่วมทับ

          ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้คนนับวันจะอยู่ในโลกแห่งข่าวสารข้อมูลที่ตนเลือกเฟ้นขึ้นเองและเหินห่างจากความเป็นจริงมากขึ้น เพราะมองเห็นและยึดติดอยู่แต่ความจริงด้านเดียว ผลเสียที่ตามมาคือ “เกิดช่องว่างทางความคิดกับคนอื่นๆมากขึ้น” เหมือนกับคนตาบอดที่คลำช้างคนละส่วน แล้วหลงคิดว่าแต่ละส่วนนั้นเป็นความจริงทั้งหมด ผลที่เกิดขึ้นก็คือการทะเลาะเบาะแว้ง เพราะต่างยึดมั่นใน “ความจริงของตน” จนถึงกับเห็นซึ่งกันและกันเป็นศัตรู ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งในปัจจุบันส่วนหนึ่งเป็นเพราะการยึดติดถือมั่นกับความเชื่อของตน โดยไม่สนใจรับฟังความเห็นที่ต่างจากตนเลย ในแง่นี้จึงไม่ต่างกับ “การสร้างกรงขังทางด้านสติปัญญา” ให้แก่ตนเองโดยไม่รู้ตัว

          วิธีหนึ่งที่จะช่วยทลายกรงขังดังกล่าวก็คือ การพยายาม  “เปิดใจรับรู้ข่าวสารข้อมูลและความเห็นที่หลากหลาย” ด้วยการเข้าหาแหล่งข้อมูลที่มีจุดยืนหรือความเห็นไม่ตรงกับตนเองบ้าง ไม่ใช้เพื่อรู้ว่าเขาคิดอะไรเท่านั้น แต่เพื่อรับฟัง ไตร่ตรอง และเทียบเคียงกับข้อมูลที่ตนมี ในเวลาเดียวกันก็ควรขยายแวดวงผู้ที่ตนติดต่อสื่อสารให้กว้างขวางขึ้น รวมไปถึงคนที่คิดต่างจากเราด้วย เพื่อตรวจทานความเห็นของตน

          ในเรื่องนี้พระพุทธองค์ได้ให้หลักข้อหนึ่งคือ “สัจจานุรักษ์หรือการคุ้มครองความจริง” หมายถึงการที่บุคคลมีความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง แม้คิดตรองด้วยเหตุผลอย่างดีแล้ว ก็ไม่ลงความเห็นเด็ดขาดหรือ “ฟันธง” ว่า ความเชื่อของตนเท่านั้นเป็นจริงหรือถูกต้อง ในขณะที่ของคนอื่นนั้นเหลวไหล ไม่ถูกต้อง หากจะกล่าวก็กล่าวเพียงว่า “ฉันมีความเชื่ออย่างนี้ๆไม่ก้าวล่วงไปสู่การตัดสินหรือปรามาสความเชื่อของคนอื่น”

Diverse Group Of Colorful Business People Seated At A Round Conf

          ดังนั้น หากเรา “ไม่มีสติรู้เท่าทัน” ความยึดติดถือมั่นในความคิดเชื่อของตนเราก็จะ “ติดอยู่ในกรงขัง” อย่างไม่รู้ตัว ซึ่งแม้จะทำให้เราสบายใจเพราะหลงเพลินในความถูกต้องของตน แต่แท้จริง “ใจหาได้เป็นอิสระไม่” ต่อเมื่อเราตระหนักถึงข้อจำกัดของความคิดเชื่อของตน และกล้าเปิดใจรับข่าวสารข้อมูลที่แม้จะไม่ถูกใจเรา เราก็จะสามารถเป็น “นายเหนือความคิดความเชื่อ” ของตนได้ แทนที่จะปล่อยให้มันครอบงำเราเราก็ปรับปรุงแปรเปลี่ยนให้มันสอดคล้องกับความจริง หรือใช้มันเป็นพาหะพาเราเข้าถึงความจริง ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเราจึงจะเป็น “อิสระจากกรงขัง” ได้ หากปราศจากอิสภาพดังกล่าวแล้วไซร้ ข้อมูลข่าวสารที่ได้มากมาย...ก็หาเป็นประโยชน์ไม่

Comment

Comment:

Tweet